การฟ้อนพื้นเมือง

posted on 27 Sep 2009 11:24 by lannawisdoms

ประวัติความเป็นมา 

การฟ้อนรำในภาคเหนือ  หรือในอาณาเขตล้านนามีหลายอย่างด้วยกัน  เป็นการฟ้อนทั้งหญิงและชาย  ลักษณะลีลาการฟ้อนของชาวล้านนา   ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.๒๕๒๕  ได้ให้ความหมายของคำว่า  “ฟ้อน”  ไว้ว่า  ฟ้อน  หมายถึง  การรำ  หรือกรีดกราย   ซึ่งคำว่าฟ้อน  เป็นภาษาถิ่น  หมายถึง  ท่าทางที่ใช้แสดงออกมาด้วยความปลื้มปิติยินดี  มีความสุข  สนุกสนาน  ที่ออกมาจากตัวบุคคล  หรือการเลียนแบบท่าทางในการทำงาน  หรือเลียนแบบการแสดงออกของธรรมชาติ   จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าการฟ้อนของกลุ่มชนในล้านนามีมาแล้วเกินกว่า  ๕๐๐  ปี  ดังโคลงบทที่  ๓๐  ในหนังสือ  หริภุญชัย  บรรยายไว้ว่า.....

จิ่งเสลยอริยาตรฟ้อน      เฟือนฟัด
แวววาดหางยูงกวัด         แกว่างเต้น
เงินทองระบำทัด            ทอมทอด    งามแอ่
ตามพวกคันธัพเหล้น       หลากเหล้นหลายระบำ
นอกจากนั้น  ยังพรรณนาไว้ชัดเจนว่า  ผู้ฟ้อนเป็นหญิง 
ดังโคลงบทที่  ๑๓๑ ว่า.....
ภมุกคิ้วค้อมโก่ง             โกทัณฑ์
แอวอ่อนกัมพลพัน          รวมรั้ง
กทลีลดาวัลลิ์                 ลมเพิก  พัดเอ่    
เพิงแพ่งพลับเต้าตั้ง         เติ่งผ้งผายกระจวณ

การฟ้อนของชาวล้านนาในอดีตประกอบไปด้วยลีลาท่าทางที่เลียนแบบหรือดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น การสาวไหม มักมีลักษณะเป็นศิลปะตามเผ่าพันธุ์โดยแท้จริง  กล่าวคือ  เชื่องช้า  แช่มช้อย  สวยงาม  ไม่มีลีลาท่ารำที่ซับซ้อนยุ่งยาก  ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับใด  ๆ  เป็นกระบวนท่าง่าย  ๆ  สั้น  ๆ  มักแสดงเป็นชุด  ๆ  มีมากมายหลายรูปแบบ  และขนานนามชุดการแสดงหรือ  กระบวนฟ้อนนั้น  ๆ  ตามเชื้อชาติของนักรำ  ซึ่งเรียกตามภาษาถิ่นพื้นเมืองว่า  “ช่างฟ้อน”   (อ่านว่า  “จ้างฟ้อน”)  และหมายรวมกันไปหมดทั้งชายและหญิง  ดังนั้น  คนม่าน  หรือชาวพม่าฟ้อน  ก็จะเรียกการแสดงหรือการฟ้อนชุดนั้นว่าฟ้อนม่าน  คนไตหรือคนไทใหญ่หรือคนเงี้ยวฟ้อน  ก็เรียก  ฟ้อนเงี้ยว  หรือ  ฟ้อนไท  (อ่านว่า  “ฟ้อนไต”)
หลังปีพุทธศักราช  ๒๔๕๖  เป็นต้นมา  การฟ้อนในล้านนาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  เนื่องจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี  ได้เสด็จกลับมายังเมืองเชียงใหม่  พร้อมกับเจ้าแก้วนวรัฐฯ  ในการเสด็จกลับมาครั้งนี้  พระราชชายาได้นำแบบอย่างการฟ้อนรำในราชสำนักสยามมาเผยแพร่ในเชียงใหม่  พร้อมทั้งนำครูละคร  ครูดนตรี  จากกรุงเทพฯ  ขึ้นมาฝึกหัดถ่ายทอดให้กับพวกตัวละครทั้งในวังของท่านและในคุ้มเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  เป็นเหตุให้การฟ้อนรำในเชียงใหม่เกิดการแตกต่างขึ้นเป็น  ๒  แบบ  คือ

แบบที่  ๑  เป็นแบบที่มีมาแต่เดิม  เรียกทางวิชาการว่า  “แบบพื้นเมือง  หรือแบบดั้งเดิม” มีลักษณะเชื่องช้า  แช่มช้อย  เรียบง่าย  ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการกรีดนิ้ว  ตั้งข้อมือ  ย่อเข่า  ยกเท้า  วางเท้า  การทรงตัว  รวมทั้งการยืดตัว  ยุบตัวตามจังหวะเพลง การฟ้อนแบบนี้หมายถึงการฟ้อนต่าง  ๆ  ที่ตกทอดมาโดยไม่มีการปรับปรุง  ซึ่งอาจมีอายุมากเท่ากับอายุของเมืองเชียงใหม่  หรือเกินกว่า  ๕๐๐  ปีมาแล้ว  แต่เราไม่อาจบอกได้ว่าเรียงร้อยด้วยท่าฟ้อนที่มีชื่อว่าอะไรบ้าง  เกิดขึ้นในสมัยใด  มีลีลาท่าทางอย่างไร  เพราะไม่มีหลักฐานเหลือไว้ให้ศึกษาสืบค้นหารายละเอียดได้เลย  แต่ก็พอจะสรุปวัตถุประสงค์ของการฟ้อนได้จากสาเหตุ  ๒  ประการคือ 
ก.  เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  เริ่มจาก  “ผี”  ก่อนได้แก่  ฟ้อนผี  จากนั้นพัฒนาไปหา  “พุทธ”  ได้แก่ฟ้อนแห่ครัวทาน  ฟ้อนทานข้าวใหม่ฯ
ข.  เพื่อความสนุกสนานบันเทิงในกลุ่มของคน  เช่น  งานปีใหม่  (สงกรานต์)  งานขึ้นบ้านใหม่  งานบวชลูกแก้ว  ฯลฯ
ทั้งนี้  พอจะจำแนกการฟ้อนของล้านนาออกมาเป็น  
ฟ้อนแห่ครัวทาน  (ฟ้อนเล็บ)   ฟ้อนผี   ฟ้อนหางนกยูง   ฟ้อนปั่นฝ้าย   ฟ้อนแง้น   ฟ้อนเชิง  (อ่านว่า  “ฟ้อนเจิง”)   ฟ้อนดาบ   ฟ้อนหอก   ฟ้อนกลายลาย  (อ่านว่า  “ฟ้อนก๋ายลาย”)แบบ

ที่  ๒  เป็นแบบที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและประดิษฐ์ขึ้นใหม่  เรียกทางวิชาการว่า  “แบบราชสำนัก”
การฟ้อนแบบนี้หมายถึง  การฟ้อนที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงประดิษฐ์ขึ้น  หรือการฟ้อนที่ผู้ใกล้ชิดกับพระราชชายาฯ  ได้ประดิษฐ์  คือ   ฟ้อนเล็บ  (ฟ้อนแห่ครัวทาน)   ฟ้อนเทียน   ฟ้อนเงี้ยว  (แบบในวัง)   ฟ้อนล่องน่าน  (น้อยใจยา)   ฟ้อนกำเบ้อ   ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา   ฟ้อนมูเซอ   ฟ้อนโยคีถวายไฟ   ฟ้อนสาวไหม
ฟ้อนเงี้ยว   ฟ้อนเงี้ยวหมายถึงการฟ้อนแบบไทใหญ่ คือ   ฟ้อนเงี้ยว   ฟ้อนไท  (ฟ้อนไต)   ฟ้อนโต
ฟ้อนนก  หรือ  ฟ้อนกิงกะหร่า   ก้าลาย   ก้าไท  (ก้าไต)
ฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นในระยะหลัง
เมื่อศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเริ่มเป็นที่สนใจของคนทั่วไปแล้ว  ก็ได้มีผู้ประดิษฐ์การฟ้อนรำขึ้นอีกหลายแบบ  เช่น  ฟ้อนหริภุญชัย  ฟ้อนที  ฟ้อนเก็บใบยาสูบ  ฟ้อนยอง  ฯลฯ  เป็นต้น 

ตัวอย่างการฟ้อนที่นิยมในปัจจุบัน 

 

ฟ้อนเล็บ   เป็นการแสดงประกอบขบวนแห่ครัวทานมักจะเรียกว่า “ฟ้อนแห่ครัวทาน”
เครื่องแต่งกาย
๑.  ผ้าซิ่น  อาจเป็นซิ่นตีนต่อ  หรือซิ่นตีนจก  ลายขวางลำตัว 
๒.  เสื้อแขนยาวทรงกระบอก  คอกลม  หรือคอจีนผ่าอก
๓.  ผ้าสไบ  พาดเฉลียงบ่าซ้ายไปเอวขวา  อาจมีสังวาลตัวพาดทับสไบเพื่อเพิ่มความสวยงาม
๔.  เกล้าผม  ขมวดยาวข้างท้ายทอย  ทัดดอกไม้  เช่น  ดอกเอื้อง  ฯลฯ
๕.  เล็บ  ทำด้วยทองเหลือง  เป็นรูปกรวย  ปลายงอนสวมที่นิ้วมือ  ทั้งซ้ายขวา  ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ  รวม  ๘  เล็บ  ขัดถูให้มันวาว
เครื่องดนตรี   วงกลองตึ่งนง

   

ฟ้อนก๋ายลาย เป็นการฟ้อนโบราณที่บางท่ารำคล้ายกับการฟ้อนลื้อสันนิษฐานว่าเป็นการฟ้อนแสดงความปิติยินดีของชาวบ้านในงานบุญ เป็นที่แพร่หลายในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่มากกว่า ๑๒๐ ปี
เครื่องแต่งกาย
๑. ผ้าซิ่นยาวคร่อมเท้า
๒. เสื้อปกผูกชายด้านข้าง
๓. เกล้าผมมวย
๔. โพกศีรษะแบบเคียนรอบศีรษะด้วยผ้าสีขาว
๕. พาดสไบที่ไหล่ขวา แล้วนำชายสไบทั้งสองด้านมาไขว่กันที่เอวด้านซ้าย คาดทับด้วยเข็มขัด
เครื่องดนตรี   ในอดีตใช้กลองสิ้งหม้องในการแห่ประโคมประกอบขบวนการแครัวทาน หรือเรียกว่า “แห่มองซิงมอง” บางครั้งใช้กลองตึ่งนง แต่ปัจจุบันใช้กลองมองเซิง

  

ฟ้อนผาง   หรือเรียกทั่วไปว่า ฟ้อนผางประทีป เป็นการแสดงที่มาจากชาวไทลื้อ ท่ารำมาจากท่าพื้นฐานการรำดาบ  มีความเชื่อเกี่ยวกับการได้รับอานิสงส์ของการบูชาผางประทีปและการสอดแทรกความน้อบน้อม
เครื่องแต่งกายผู้หญิง
๑. ผ้าซิ่นยาวคร่อมเท้า
๒. เสื้อปกป้ายสีม่อฮ่อม ผูกชายด้านข้าง
๓. เกล้าผมมวย
๔. โพกศีรษะแบบเคียนรอบศีรษะด้วยผ้าสีขาว
๕. พาดสไบที่ไหล่ขวา แล้วนำชายสไบทั้งสองด้านมาไขว่กันที่เอวด้านซ้าย คาดทับด้วยเข็มขัด
๖. ผางประทีป
เครื่องแต่งกายผู้ชาย
๑. เสื้อขาว  ๒. กางเกงสะดอ
เครื่องดนตรี   ประกอบด้วยกลองชัยยะมงคล  ฆ้อง  ฉาบหรือสว่า   แต่ภายหลังได้มีการแต่งเพลงฟ้อนผางขึ้น

ฟ้อนสาวไหม   เป็นการฟ้อนที่มีลีลาท่าทางมาจากการการทอผ้าซึ่งเป็นการทำงานในชีวิตประจำวัน   การฟ้อนสาวไหมมีอยู่สองรูปแบบคือ การฟ้อนสาวไหมในการฟ้องเชิง และการฟ้อนสาวไหมที่เป็นการฟ้อนของหญิง
เครื่องแต่งกายผู้หญิง
๑. ผ้าซิ่นป้าย
๒. เสื้อคอตั้ง  หรือ เสื้อคอกลม  แขนยาว ผ่าอกตลอด
๓. ห่มสไบทับเสื้อ
๔. เกล้าผมเป็นมวยอยู่ด้านหลัง
เครื่องแต่งกายผู้ชาย
๑. เสื้อหม้อฮ่อมแขนสั้น
๒. กางเกงขาก๊วย
๓. ผ้าโพกหัว
๔. ผ้าคาดเอว
เครื่องดนตรี   ใช้วงดนตรีพื้นเมือง ประกอบด้วย สะล้อ ซึง ปี่จุม และเครื่องประกอบจังหวะ   ใช้เพลงฟ้อนสาวไหมและเพลงล่องแม่ปิง   หากเป็นฟ้อนสาวไหมชาย-หญิง ใช้กลองปูเจ ฆ้องและฉาบตีประกอบเมื่อผู้ชายออกมาฟ้อน
 

ฟ้อนเชิง   เป็นการร่ายรำตามกระบวนท่าตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ของชาย ซึ่งท่ารำนั้นมีทั้งท่าหลักและท่าที่ผู้รำแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวพลิกแพลงให้ดูสวยงาม
เครื่องแต่งกาย
๑.  กางเกงขาก๊วยขาสั้น ที่เรียกว่า เตี่ยวสะดอ
๒.  เสื้อหม้อห้อมแขนสั้น
๓.  ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าคาดเอว
๔.  ผ้าโพกศีรษะ
๕.  ดาบ
เครื่องดนตรี   การฟ้อนเชิงในสมัยก่อนนิยมฟ้อนกับกลองแซะหรือกลองแสะ ( อ่าน “ ก๋องแสะ ”) ซึ่งเป็นกลองขนาดใหญ่ ใช้ผู้ดีสองคน คนตีหลักใช้ค้อนส่วนคนตีด้านหลังใช้ไม้ไผ่เป็นกีบตีให้มีจังหวะรับกับการตีด้วยไม้ค้อน มีฆ้องและฉาบเดินจังหวะค่อนข้างเร็ว ต่อมาใช้กลองสะบัดชัยชนิดมีลูกตุบประกอบฆ้องและฉาบและภายหลังใช้กลองสิ้งหม้องหรือกลองยาว และท้ายสุดใช้กลองปู่เจ่คือกลองก้นยาวแบบไทใหญ่ แต่โดยสรุปแล้วจะใช้เครื่องดนตรีที่มีกลองเดินจังหวะเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับท่าฟ้อนที่ดำเนินไปอย่างคึกคัก

  

ฟ้อนดาบ   การใช้ดาบและอาวุธต่างๆ เป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัวเองชายชาวล้านนา  เพื่อเป็นการระลึกถึงครูอาจารย์ที่ได้ฝึกฝนตนมาเป็นการเตรียมกายเตรียมใจให้พร้อมให้เกิดความคล่องแคล่ว
เครื่องแต่งกาย
๑.  กางเกงขาก๊วยขาสั้น ที่เรียกว่า เตี่ยวสะดอ
๒.  เสื้อหม้อห้อมแขนสั้น
๓.  ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าคาดเอว
๔.  ผ้าโพกศีรษะ
๕.  ดาบ
เครื่องดนตรี  
๑.  ฆ้องโหม่ง
๒.  ฉาบกลาง
๓.  กลองปู่เจ่

edit @ 27 Sep 2009 12:28:52 by โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

รูปภาพชัดดีชอบมากbig smile open-mounthed smile cry double wink [e6

#1 By fai (61.19.145.238) on 2009-12-09 15:15

มีความสุขจิงๆๆๆ

#2 By มาเเล้วน่ะ (61.19.145.238) on 2009-12-09 15:17

มีสาระดีเข้ามาดูกันเยอะๆๆๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry

#3 By pooky (61.19.145.238) on 2009-12-09 15:19

#4 By (182.93.164.248) on 2010-09-21 15:15

เหี้ย

#5 By จ๋า (1.46.239.39) on 2011-03-04 21:13

big smile open-mounthed smile sad smile embarrassed tongue angry smile

#6 By 655 (118.172.152.196) on 2011-06-06 17:50

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry

#7 By abc (115.87.5.181) on 2011-11-19 10:50

#8 By nindj (182.53.254.229) on 2013-07-30 21:11